| ชนิด: |
เบียร์ที่ผ่านการหมักครั้งเดียว |
| สี: |
ขาวขุ่น |
| ขนาด: |
33 ซล |
| จำนวน: |
24 ขวด |
| ปริมาณแอลกอฮอล์: |
5 % โดยปริมาตร |
| อายุการเก็บได้: |
1 ปี |
Limburg White Beer เริ่มจำหน่ายตั้งแต่ 4 มิถุนายน 1993 โดย NV Duo-Brouw ด้วยหุ้นส่วนของสองตระกูลในเมือง Limburg ประกอบด้วยตระกูล Sint-Jozef จาก Opitter และตระกูล Martens จาก Bocholt โดย Limburg เป็นเบียร์ขาวชนิดที่เกิดจากการหมักตัวด้านบนที่ไม่ได้ผ่านการกรอง หมักอย่างช้าๆ ไม่มีการเพิ่มยีสต์ในไปทั้งในถังหรือขวด เพื่อที่จะได้คงไว้ซึ่งรสชาติที่ดีที่สุดจากยีสต์เริ่มแรกที่ใช้หมัก และแน่นอนว่ามีทั้งข้าวสาลี สมุนไพรธรรมชาติ ปราศจากซึ่งของปลอมปนและวัตถุกันเสีย Sint-Jozef Brewery ผลิตและบรรจุ โดยการจัดจำหน่ายและส่งเสริมการขายจากโรงเบียร์ทั้งสองแห่ง
ได้รับรางวัลเหรียญเงินด้านคุณภาพในปี 1997
ประวัติที่ยาวนานกว่าศตวรรษ
ถึงแม้ว่าวันก่อตั้งจะไม่แน่นอน แต่ประวัติพื้นถิ่นบ่งบอกว่า Sint-Jozef Brewery ก่อตั้งโดยตระกูล Vissers

เราทราบว่า Thomas Vissers ที่เสียชีวิตในปี 1807 เป็นคนในพื้นถิ่นของภูมิถาค Den Bosch ในประเทศเนเธอร์แลนด์และภรรยาของเขาสืบเชื้อสายจากลอร์ดของประเทศอังกฤษ นอกจากนั้นบุตรชายของเขาที่อาศัยในที่อยู่ขนาดใหญ่ที่มีทั้งโรงผลิตเบียร์และคอกสัตว์ บริเวณ จตุรัสเมือง ก็เป็นนายกเทศมนตรีของ Opitter เป็นเวลายาวนาน บุตรสาวของเขาก็อยู่บริเวณนั้นหลังจากที่เขาจากไป และเธอก็แต่งงานกับ Jozef Cornelissen ช่วงนั้นเองที่ชื่อ Cornelissen เข้ามาเกี่ยวกับโรงเบียร์
บุตรทั้งสามที่เกิดจากการสมรสแต่ละคนก็แยกย้ายไปประกอบอาชีพในแต่ละส่วนของตัวเอง Jozef เริ่มทำโรงงานน้ำมะนาว Leo ดูแลโรงงานบรรจุขวด โดยที่ Jaak เป็นนักทำเบียร์ ในปี 1934 ถึง 1935 Jaak สร้างโรงทำเบียร์ขึ้นมาใหม่ และเริ่มผลิต Pax Pilsner ในปี 1937 โดยเขาจำหน่ายทั้งในรูปแบบขวด และแบบถัง พร้อมทั้งจำหน่าย Ops-Ale ที่มีเฉพาะแบบขวดไปด้วย ตอนสิ้นปี 1940 นี่เองที่ Jaak ควบกิจการทั้งโรงงานบรรจุขวดและโรงงานน้ำมะนาว หลายปีหลังจากนั้นบุตรของเขา Jan และ Leo ก็เข้ามาดูแลกิจการและริเริ่มการส่งออกเบียร์ไปตางประเทศ ในปี 1972 Jef Cornelissen เข้ามามีบทบาทและควบคุมกิจการทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวหลังจากที่พ่อของเขาจากไปอย่างไม่คาดฝัน
1980 ….ก้าวย่างใหม่
หลังจากที่เกริ่นนำไป Jef Cornelissen ผู้จัดการคนปัจจุบันที่ดูแลกิจการ Sint-Jozef Brewery ตั้งแต่ปี 1980 เหมือน Jaak บรรพบุรุษของเขา ที่เขาอยู่ในธุรกิจการทำเบียร์
เข้าทราบดีถึงธรรมชาติข้อนึงว่า อะไรที่หยุดนิ่งก็เสมือนว่าถอยหลัง ดังนั้นเขาจึงเริ่มลงทุนกับเครื่องจักร เทคโนโลยี่ ที่ทันสมัยโดยที่ไม่ได้ทิ้งธรรมเนียมโบราณทั้งหมด เขาเริ่มที่ซื้อสายพานผลิตขวดใหม่ ทันที่สายพานทำงานคิดวิธีหมักเบียร์ใหม่ทั้งหมดขึ้น โดยให้มีการติดต่อถังหมักเบียร์เก้าถังที่แต่ละถังบรรจุเบียร์ได้ 50,000 ลิตร และจัดกับบริเวณเก็บใหม่พร้อมกันไปด้วย
จากขวดมาสู่ถังเบียร์แบบเก่า ถูกแทนที่ด้วยของใหม่ ในปี 1995 ก็ไปเน้นด้านจากขั้นตอนควบคุมอากาศ โดย ถังบรรจุทั้งหมดย้ายเข้าไปอยู่ในตึกใหม่เอื่อมที่ควบคุมอุณหภูมิอย่างดี เช่นเดียวกับขั้นตอนการกรองก็โดนสร้างใหม่ทั้งหมด
นอกจากงานปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องจักรที่มากมายแล้ว การคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมก็อยู่ในแผนการลงทุนเช่นกัน ส่วนน้ำเสียก็โดนแยกออกไป เช่นน้ำเสีย ยำฝน และน้ำใช้ ก้มีการแยกท่อเดินออกจากกัน ต้นไม้ต่างๆก็ปลูกขึ้นรอบๆเพื่อกำจัดกลิ่น และป้องกันเสียง โรงเบียร์นี้ให้ความสำคัญในทั้งแง่อุตสาหกรรมและธรรมเนียมนิยมปฏิบัติจากอดีต ทั้งๆที่โรงเบียร์นี้ตั้งอยู่ใจกลางบริเวณที่อยู่อาศัยของ Opitter ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าชุมชนแต่ละส่วนสามารถอยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งในหมู่บ้านเดียวกันได้ เพียงแต่ตามขนอบแล้ว หมู่บ้านมักจะมีโรงเบียร์ตั้งอยู่เสมอ