Orval

English Language




orval







beertop



Capsule

Plaque losange

Logo trappist vert

ชนิด: เบียร์ที่ผ่านการหมักสามครั้ง
สี: ส้มอำพัน
ขนาด: 33 ซล
จำนวน: 24 ขวด
ปริมาณแอลกอฮอล์: 6.2 % โดยปริมาตร
อายุการเก็บได้ มากกว่า 4 ปี


Orval ผลิตแค่เบียร์ตัวเดียว แต่เป็นตัวเดียวที่เป็นเลิศและโดดเด่นกว่าใคร แห้ง และฟองที่มากมาย ทำให้เป้นเบียร์ Trappist ale ที่มีลักษณะเฉพาะจากการบ่มหมักที่ซับซ้อน โดยใช้ยีสต์ Belgian Ale สำหรับการบ่มครั้งแรก จากนั้นจะใช้ยีสต์หลายๆชนิดพร้อมกันในขั้นตอนถัดมา จนครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นตอนบรรจุขวด สีส้มอำพัน รสฮอปที่ผ่านการตาก ในขวดทรงลูกพิน


ในด้านการลิ้มรสเบียร์ที่ล้ำเลิศนั้นขึ้นอยู่กับอายุของเบียร์ เบียร์ที่ยังใหม่จะมีกลิ่นของดอกฮอปส์สด ผลไม้และรสขม ออกรสบางกว่าเบียร์ที่อายุหกเดือน ส่วนเบียร์ที่เก็บไว้นานกว่านั้นจะมีกลิ่นหอมผสมกันของทั้งยีสต์และดอกฮอป ความขมจะแพร่กระจายชัดขึ้น และรสชาติจะเริ่มออกไปทางเปรี้ยวเล็กน้อยของยีสต์และรสคาราเมล ต้องเทดื่มโดยที่ไม่มีตะกอนที่อุณหภูมิ 7-9 องศาเซลเซียส เบียร์ที่อายุมากกว่าหกเดือนขึ้นไปจะมีรสที่โดดเด่นเป็นพิเศษ

ความเป็นมาของ Orval

ในประวัติศาตร์ที่ยาวนานของ Orval นั้นมีอยู่ ธรรมดาจะมีโรงหมักเบียร์อยู่ในวัดเสมอ มีข้อเท็จจริงที่ส่งเสริมความคิดนี้มากมาย เช่น ข้ออ้างอิงจากแผนที่จากภาพวาดเก่า มีการอธิบายรายละเอียดของการผลิตเบียร์ที่มีคนทิ้งไว้ กว่าสามร้อยปีก่อน หรือจะเป็นบิรเวณแคว้นที่ถูกเรียกว่า “ทุ่มฮอป” ที่ใกล้มากกับวัด ส่วนการทำเบียร์นั้นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในพื้นที่นี้ซึ่งไม่เหมาะกับการปลูกเพื่อทำไวน์ เบียร์คือสิ่งและสิ่งเดียวที่ถือว่าเป็นการแง่การให้อาหารและหล่อเลี้ยงร่างกายของมัน จนเรียกกันว่า “ขนมปังเหลว”

ในปี 1529 จักรพรรดิชาร์ลส ทรงพระอนุญาติให้อำนาจแก่พระนักบวช ให้มีแหล่งสร้างรายได้ เพื่อสร้างรายได้เพื่อการพะนุบำรุงสิ่งที่เสียหายจากสงคราม Orval จึงมีหน้าที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุนชนท้องถิ่น ณ บัดนั้น เป็นต้นมา

Orval เริ่มฟื้นตัวกลับมาอีกครั้งหลังจากเวลาผ่านไป 130 ปี งานที่สาหัสสากรรจ์คือการสร้างโบสถ์กลับมาที่ต้องใช้เงินมหาศาล โรงบ่มเบียร์จึงกลับมา เฉกเช่นเดียวกับในฐานะ แหล่งสร้างรายได้ในสมัยก่อน

ในปี 1931 โรงเบียร์ยังไม่กลับมาผลิต เพราะพระนักบวชทั้งหลายมีหน้าที่ในการผลิตขนมปังและชีส ดังนั้นโรงเบียร์จึงเริ่มจ้างคนจากภายนอก โดยผู้ผลิตเบียร์หลัก เป็นคนเยอรมันชื่อ Pappenheimer ซึ่งปัจจุบันร่างของเค้าก็ที่ฝังที่สุสานของที่นั้น

    

จุดกำเนิดของเบียร์ที่มีเอกลักษณ์นี้มาจากบุคคลดังต่อไปนี้ นั้นคือ Pappenheimer และชาวเบลเยี่ยมสองคนคือ Honoré Van Zande และ John Vanhuele ที่ทำงานที่โรงหมักเบียร์ในเวลาเดียวกัน พวกเขากล้าพอที่จะรวมการวิธีผลิตหลายแบบเข้าด้วยกัน ที่คิดคงไม่มีที่ไหนทำกัน รวมไปถึงการหมักแช่และ วิธีการ dry-hopping ที่ John Vanhuele ที่หยิบยืมมาจากประเทศอังกฤษ เนื่องจากเขาอาศัยที่นั้นหลายปี ผลการกระทำดังกล่างทำให้เบียร์ที่มีกลิ่นรัญจวนชวนดื่มและรสชาติจากดอกฮอปและยีสต์มากกว่าจะที่เป็นมอลต์ และเช่นเดียวกันกับสูตรการทำที่เป็นความลับ นั้นคือ แก้ว ขวด และฉลากที่ออกแบบมาเฉพาะที่เราเห็นปัจจุบัน คือส่วนนึงที่เหลือจากการกำเนิดช่วงแรกของยุคปี 30

Copyright 2009 BELGIAN BEVERAGE ASIA CO.,LTD All rights reserved. Privacy Policy | Web Development by Position Front Page.