| ชนิด: |
เบียร์ชนิดหมักแบบลอยตัว |
| สี: |
ทองขุ่นเล็กน้อย |
| ขนาด: |
33 ซล |
| จำนวน: |
24 ขวด |
| ปริมาณแอลกอฮอล์: |
6.6 % โดยปริมาตร |
| อายุการเก็บได้: |
1 ปีขึ้นไป |
Petrus Blond คือเบียร์ที่สะท้อนศิลปะของการหมักเบียร์อย่างแท้จริง ได้รับการยกย่องทั้งระดับชาติและระดับนานาประเทศจนสามารถบอกได้ว่า สุดยอดของเบียร์อย่างไม่ต้องสงสัย
ด้วยสีส้มแบบผลแอ็ปปริค็อต ถูกแต่งรสด้วยกานพลู รสหวานเชื่อมตอนกลาง ก่อนจะหายไปอย่างอย่างรวดเร็วกับรสขมที่เรียกว่าน้ำลายไหลที่มาแล้วค้างสักพักก่อนและไป และจบด้วยกลิ่นฮอปส์และรากไม้ที่สร้างความแตกต่างจากเบียร์ Blonde ทั่วๆไป รสชาติครบรส
ความเป็นมาที่ยาวนานกว่าศตวรรษ
เดือนสิงหาคมปี 1894 นาย Adolphe De Brabandere, ชาวนาที่ "Hof ter Koutere" ได้แจ้งความจำนงค์แก่สภาเมือง Bavikhove เพื่อขออนุญาติในการสร้างโรงหมักเบียร์ Joseph De Brabandere หลานของเขาก็ปรุงเบียร์ครั้งแรกในปีเดียวกันนี้ ก่อนที่จะเสียชีวิตในปี 1929 ด้วยอายุ 54 หลังจากผ่านมรสุมชีวิตหลายปี บุตรชายของเขาชื่อ Albert ก็เลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่จนธุรกิจเริ่มไปได้ด้วยดี
ก่อนปี 1950 เบียร์นี้มีจำหน่ายเฉพาะคาเฟ่และฌฉพาะบางบุคคลเท่านั้น จนหลังจากปีนั้นจึงเริ่มจัดจำหน่ายแก่ผู้จัดจำหน่ายเบียร์ทั่วไป ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงที่เบียร์ประเภทพิลส์ได้รับความนิยม และเบียร์ที่ดื่มกันตามคาเฟ่ก็ต้องเป็นเบียร์สด ช่องทางการจัดจำหน่ายก็กว้างขึ้น ทำให้สามารถซื้อเบียร์ของ Bavik และ Bon-Val ผ่านทางผู้ขายและคาเฟ่ได้ทั้งทางตะวันตกและตะวันออกของแฟรนเดอร์ส และใน Hainaut
ขณะนั้นเองที่ Albert ได้แต่งงานแล้วและมีบุตร 5 คน โดยเป็นชาย 2 คน ชื่อ Ignace และ Vincent ทั้งเข้ามาช่วงขับเคลื่อนธุรกิจของโรงหมักเบียร์ จนกระทั่งในช่วงกลางยุค 70 การค้าถึงพบกับความยากลำบากเนื่องจากความสำเร็จของห้างสรรพสินค้า ทางโรงเบียร์ถึงลงทุนเปิดช่องทางการตลาดใหม่ในส่วนของร้านอาหารและคาเฟ่ จนในปี 1975 มีลูกค้า 150 ที่จวบจนได้ถึงหลักพันเมื่อตอนฉลองครบศตวรรษ
ตอนนั้นที่เบียร์ “Petrus Oud Bruin” เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จอย่างมาก จนปี 1982 ที่ Petrus มีอายุครบ 10 ปีของการเป้นผู้สนับสนุนหลักของทีมฟุตบอล KSV Waregem ที่ปีนั้นสามารถเข้าถึงรอบตัดเชื่อกของถ้วยยูฟ่าคัพ แม้ว่าปัจจุบันทีมฟุตบอลนี้จะไม่มีอีกต่อไปแล้ว Petrus Triple และ Petrus Speciale ก็ได้เกิดขึ้นตามความสำเร็จของ Petrus Oud Bruin ที่น่าเศร้าคือ Vincent ไม่มีชีวิตอยุ่ที่จะเห็นความสำเร็จนั้น เขาเสียชีวิตในปี 1986 ขณะที่มีอายุแค่ 32 ดังนั้น Ignace จึงเป็นแค่คนเดียวจากทายาทรุ่นที่สามที่ยังบริหารบริษัทอยู่ และบริษัทก็เจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆด้วยความสำเร็จครั้งใหม่กับ Wittekerke
Bavik Brewery เป็นโรงเบียร์ที่บริหารแบบครอบครัวจนปัจจุบันก้าวถึงทายาทรุ่นที่สี่แล้ว ก็ยังบริหารอยุ่ในครอบครัวเหมือนที่เริ่มก่อตั้งแม้จะผ่านการซื้อและควบกิจการในเบียร์บางตัว บริษัทถึงมุ่งมั่นที่จะรักษาคุณภาพสินค้าและความเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ต่อไปในอนาคต
|